FETCO Trumps Tariffs : ไทยต้องอยู่รอด!!!หาตลาดใหม่ลดพึ่งพาสหรัฐฯ มากเกินไป ปรับต้วรักษาความสามารถในการแข่งขัน
FETCO Trumps Tariffs : ไทยต้องอยู่รอด!!!หาตลาดใหม่ลดพึ่งพาสหรัฐฯ มากเกินไป ปรับต้วรักษาความสามารถในการแข่งขัน
สงครามภาษีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องพร้อมเผชิญ 3 ปัญหาใหญ่ สงคราม-เทคโนโลยี-การเงิน ทุกภาคส่วนวางแผนปรับโครงสร้างไทยครั้งใหญ่ เตือนภาษีทรัมป์ยังไม่จบ เพราะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ความเสี่ยง เกษตร-อิเล็กทรอนิกส์-เนื้อหมู รัฐเร่งเยียวยาและการกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้นโยบายการคลังเพื่อให้เศรษฐกิจพอไปได้ก่อน แนะกนง.ลดดอกเบี้ย
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยในงานมเสวนา Trumps Tariffs : ไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร ว่า เศรษฐกิจไทยปี 68 น่าจะเติบโตที่ 1.5-2% หลังจากไทยสามารถบรรลุกข้อตกลงด้านภาษีกับสหรัฐที่ 19%
แม้ว่า ข้อเสนอของไทยจะไม่ได้ดีเท่าเวียดนาม หรืออินโดนีเซียที่เสนอเปิดตลาดภาษี 0% ทุกรายการให้กับสหรัฐฯ แต่ไทยก็ยังได้อัตราภาษีที่สามารถแข่งขันกับภูมิภาคได้ และต่ำกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างจีนหรืออินเดีย ทำให้ภาคการส่งออกไทยยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ก็ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้
"เราสอบกลางเทอมไม่แพ้เพื่อน แต่ยังมีสอบปลายเทอมอีก ตอนนี้ จึงอยากให้ทุกคนเตรียมการหาตลาดอื่นสำหรับระยะยาว เพื่อไม่ให้ไทยต้องพึ่งพาสหรัฐฯ มากเกินไป ซึ่งอินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มีทรัพยากรอยู่มาก แต่ไทยกลับไม่ได้ให้ความสนใจนัก ถ้าหากไทยสามารถจับตลาดกลุ่มนี้ได้เร็ว ได้ก่อนประเทศอื่นก็จะเป็นผลดีให้กับผู้ประกอบการในระยะยาว คือตลาดที่น่าสนใจ รวมถึงอาเซียน และจีนที่จะดีขึ้นหลังจากนี้"
นายกอบศักดิ์ กล่าว หลายประเทศยังคงเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาข้อสรุปที่ดีกว่านี้ ทำให้เราอาจจะยังไม่ได้เห็นตัวเลขภาษีที่แท้จริง โดยตัวเลข 19% ของไทยนั้นยังเป็นเพียงตัวเลขเบื้องต้น ซึ่งในอนาคตอาจมีเรื่องของ BRICS, อัตราภาษีตามอุตสาหกรรม หรือค่าสินค้าส่งผ่านแดน (Transshipment) ที่ 40% เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ซึ่งรายละเอียดที่ยังคลุมเครืออยู่ตอนนี้จะมีนัยสำคัญ
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลอาจไม่ต้องเยียวยาภาคส่งออกมากเท่าที่เคยประเมินไว้เดิม เนื่องจากได้อัตราภาษีต่ำกว่าที่คาดการณ์เดิมที่ 25% จึงควรเตรียมการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะภาคเกษตร จากการเปิดรับสินค้าสหรัฐฯ
อีกทั้ง ยังความกังวลอย่างยิ่งต่อ SME ในประเทศ
โดยยกตัวอย่างสินค้าเล็กๆ น้อยๆ เช่น กลุ่มสินค้าจาก Temu ของจีนที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ สหรัฐฯ คิดภาษีสูงถึง 54% หากผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อ SME ในประเทศที่ต้องเผชิญการแข่งขันด้านต้นทุน การที่สินค้าเหล่านี้ถูกเก็บภาษีแพงจะทำให้หาตลาดอื่นแทน ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อ SME ไทยที่ผลิตสินค้าใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดในระยะยาว คือ การลงทุนโดยตรง (FDI) หากประเทศไทยยังคงมีภาษี 36% ในขณะที่เวียดนามได้อัตรา 20% บริษัทต่างชาติที่กำลังพิจารณาการลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ จะต้องคิดหนักมาก
สำหรับ การสูญเสียโอกาสในการดึงดูด FDI จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของเศรษฐกิจไทยอย่างร้ายแรง รัฐบาลต้องให้งบสนับสนุนสำนักงาน BOI เพราะ FDI เป็นปัจจัยสำคัญในการผลัดใบหรือสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ และฟื้นฟูภาคการผลิตของไทยที่กำลังชะลอตัวให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง หากผู้ลงทุนเลือกไปเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ ไทยก็จะเสียโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว
ในส่วนของสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ ยอมรับว่าสหรัฐฯ มีเป้าหมายในสินค้าเกษตรบางตัวที่ระบุไว้ในรายงานของ USTR (Office of the United States Trade Representative) เช่น ถั่วเหลืองและสินค้าปศุสัตว์บางชนิด ซึ่งอาจเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม มีแนวคิดว่า หากประเทศไทยจำเป็นต้องเปิดตลาดให้สินค้าเกษตรและปศุสัตว์จากสหรัฐฯ ด้วยอัตราภาษี 0% จริงๆ เพื่อแลกกับการได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีโดยรวม สิ่งที่สำคัญคือการพิจารณาว่า ‘อะไรคือสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้จริงๆ’ เช่น สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานสุขอนามัย หรือสินค้าที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรไทยโดยตรง
รัฐบาลควรเตรียมงบประมาณสำหรับมาตรการเยียวยา เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการปศุสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น การเยียวยาอาจอยู่ในรูปของการสนับสนุนให้ปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอื่นที่ตลาดมีความต้องการ การเจรจาการค้าเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งอาจมีบางส่วนที่ต้องยอมเสียไป เพื่อให้ภาพรวมเศรษฐกิจเดินหน้าได้ และเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมเติบโต ก็จะมีรายได้กลับมาเพื่อใช้ในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ
รวมถึงดูแลผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ปล่อยสินเชื่อให้เข้าถึงง่ายผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.). นอกจากนี้ แก้กฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนมากขึ้น เร่งสร้างอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจใหม่ ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในระยะยาว ด้วยการหาตลาดส่งออกสินค้าใหม่ อย่าง อินเดีย ประเทศภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งมั่นใจว่าไทยสามารถทำได้ภายใน 3-4 ปี ข้างหน้า
เมื่อโลกเข้าสู่ระเบียบใหม่ (New World order) ไทยจะต้องหาทางวางตัวในตำแหน่งที่เหมาะสมท่ามกลางระหว่างจีนกับสหรัฐฯ พร้อมกับสร้างตลาดการค้าใหม่ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งเร่งระดมสมองฝ่ายต่างๆ เพื่อกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และแนวทางในการดำเนินงานทั้งด้านการปรับตัวและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น การหาตลาดใหม่ การปรับปรุงหัวโซ่การผลิต (Supply chain) การพัฒนาเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ
ดร.กอบศักดิ์ ย้ำว่า รัฐบาลไทยและทุกหน่วยงานควรเร่งรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลึก และควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งด้านการคลังและนโยบายการเงิน รวมถึงการพิจารณาเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังต้องรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคเอกชน
นอกจากนี้ ยังอยากให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยลงตั้งแต่เนิ่นๆ ประมาณ 1-2 ครั้งในปีนี้ ตอนนี้ไทยยังไม่มีปัญหาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจก็ไม่ได้ดี จึงเป็นโอกาสที่จะช่วยประคองโมเมนตัมที่พอมีอยู่ในตอนนี้ และซื้อประกันให้กับประเทศหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา
"รถยนต์ถ้าเหยียบคันเร่งไปเรื่อยๆ มันก็ไปต่อได้ แต่ถ้าจะสตาร์ตรถยนต์ที่หยุดไป ก็ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก เลยอยากให้รัฐบาลคิดถึงเรื่องนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ และใช้นโยบายการคลังเพื่อให้เศรษฐกิจพอไปได้ก่อน ตอนนี้การรอดูอาจไม่ใช่คำตอบ เราต้องสร้างภูมิต้านทานให้กับประเทศ"นายกอบศักดิ์ กล่าว
ในส่วนของสถานการณ์การเมืองตอนนี้ นายกอบศักดิ์ มองว่า ความไม่แน่นอนจะทำให้กระบวนการของข้าราชการเกิดความล่าช้า ไม่กล้าดำเนินงานจนกว่าจะได้คำตอบว่ารัฐบาลจะสามารถไปต่อได้หรือไม่ การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงอาจทำได้ยาก ดังนั้น เราควรสรุปเรื่องนี้ให้เร็ว เพราะเรามีปัญหาจากทั้งระบบนานาชาติ ชายแดน และภายในประเทศ
และที่สำคัญในตอนนี้ เราไม่ให้ความสนใจกับการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีของโลก ในขณะที่ใช้เวลาอยู่แต่กับเรื่องภาษีสหรัฐฯ โดยผู้ประกอบการไทยปรึกษาธนาคารเพื่อขอสินเชื่อสำหรับการพัฒนาระบบโรงงาน หรือลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามาจากการเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต
ด้านการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลต้องใช้งบสนับสนุนดึงนักท่องเที่ยว ผ่านสำนักการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ ขายสินค้าเกษตร ผลไม้ต่างๆ และนักท่องเที่ยวเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย มาร่วมแชร์ไอเดียออกแบบ















