พาณิชย์หารือ 3 สมาคมปุ๋ย ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ประเมินแนวโน้มปริมาณและราคาคลี่คลาย เร่งเดินหน้าทำงานใกล้ชิดทุกภาคส่วนรักษาระดับราคาให้

Category: พาณิชย์
Published on Saturday, 27 June 2026 12:06
Hits: 240

3สมาคมปุ๋ยพาณิชย์ ถก 3 สมาคมปุ๋ย ติดตามปริมาณ-ราคา เผยเห็นสัญญาณคลี่คลาย
     ศุภจี เป็นประธานหารือ 3 สมาคมปุ๋ย เผยมีสัญญาณสถานการณ์คลี่คลายทั้งปริมาณและราคา หลังไทยสามารถนำเข้าได้ต่อเนื่อง ยันติดตามใกล้ชิดต่อไป พร้อมจัดธงเขียวขายปุ๋ยราคาประหยัด 40 จังหวัด เริ่มแล้ว 6 จังหวัด และเตรียมขับเคลื่อนโครงการปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง ลดต้นทุนให้กับเกษตรกรในระยะต่อไป เอกชนยันเริ่มนำเข้าได้เป็นปกติ ราคาเริ่มทรงตัวและผ่อนคลายลง
     นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้แทน 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เพื่อติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมี ว่า ขณะนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลได้ทำงานร่วมกันในลักษณะทีมไทยแลนด์ โดยติดตามสถานการณ์ร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และดูแลราคาจำหน่ายให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร
       โดยในช่วงที่ผ่านมา มีเรือสินค้าบรรทุกปุ๋ยจำนวน 5 ลำ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่จากการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เรือบางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง เพื่อให้สามารถนำสินค้าเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง
       “ปัจจุบันสถานการณ์ปุ๋ยเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณสินค้าและแนวโน้มด้านราคา แต่ภาครัฐและภาคเอกชน ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นและลดผลกระทบต่อเกษตรกรให้ได้มากที่สุด”นางศุภจีกล่าว
      นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามและกำกับดูแลราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายเป็นไปตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริง โดยที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบการจำหน่ายและป้องกันการกักตุนสินค้าในพื้นที่ต่าง ๆ แล้วกว่า 1,640 แห่ง และได้ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่พบการกระทำความผิด พร้อมเปิดช่องทางให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลหากพบการจำหน่ายในราคาที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบได้ทันที
        สำหรับ การช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้น กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนด้านปุ๋ย โดยตั้งเป้าดำเนินการใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว 6 จังหวัด และจะเดินหน้าต่อเนื่องไปจนถึงเดือน ส.ค.2569
      ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการ “ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง” ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดปุ๋ยและพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี จากอัตราปกติร้อยละ 6 ต่อปี ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านการผลิตทางการเกษตร
       นายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลางได้ตามปกติ แต่ในเดือน มิ.ย.2569 เริ่มมีการส่งออกสินค้าจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง และผู้ผลิตปุ๋ยในตะวันออกกลาง

      โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับรูปแบบการขนส่ง โดยลำเลียงสินค้าทางบกจากฝั่งอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดงก่อนส่งออกมายังไทย ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยในระยะต่อไป
      สำหรับ แนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลก เริ่มทรงตัวและมีสัญญาณผ่อนคลายลง ขณะที่ปุ๋ยประเภท NP และ NPK ชะลอการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตในระดับราคาที่เหมาะสม ส่วนปริมาณปุ๋ยในประเทศยังอยู่ในระดับที่รองรับความต้องการใช้ได้ โดยกรมการค้าภายในมีระบบติดตามข้อมูลสต็อกและปริมาณสินค้าจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยยังมีทางเลือกในการจัดหาปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอื่นๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย
      นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สมาคมปุ๋ยทั้ง 3 สมาคม พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการด้านปริมาณสินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลักความเป็นธรรมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ

3สมาคมปุ๋ยพาณิชย์หารือ 3 สมาคมปุ๋ย ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ประเมินแนวโน้มปริมาณและราคาคลี่คลาย เร่งเดินหน้าทำงานใกล้ชิดทุกภาคส่วนรักษาระดับราคาให้ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อไม่เป็นภาระกับเกษตรกร
       ณ ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้แทน 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เพื่อติดตามสถานการณ์ปุ๋ยภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อความกังวลด้านปริมาณและราคาปุ๋ยในตลาดโลก
       นางศุภจี กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลได้ทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมไทยแลนด์” อย่างใกล้ชิด โดยติดตามสถานการณ์ร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ พร้อมดูแลให้ราคาจำหน่ายสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร
      ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา มีเรือสินค้าบรรทุกปุ๋ยจำนวน 5 ลำได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่จากการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เรือบางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเพื่อให้สามารถนำสินค้าเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง
      “สถานการณ์ปุ๋ยในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณสินค้าและแนวโน้มด้านราคา อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและภาคเอกชนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นและลดผลกระทบต่อเกษตรกรให้ได้มากที่สุด” นางศุภจี กล่าว
       ด้านนายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลางได้ตามปกติ แต่ในเดือนมิถุนายนเริ่มมีการส่งออกสินค้าจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง
      ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตปุ๋ยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับรูปแบบการขนส่ง โดยลำเลียงสินค้าทางบกจากฝั่งอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดงก่อนส่งออกมายังประเทศไทย ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยในระยะต่อไป
       นายเทพวิทย์ กล่าวว่า แนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มทรงตัวและมีสัญญาณผ่อนคลายลง ขณะที่ปุ๋ยประเภท NP และ NPK ชะลอการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้แนวโน้มราคาปุ๋ยในระยะต่อไปมีทิศทางสอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตในระดับราคาที่เหมาะสม
       นอกจากนี้ ปัจจุบันปริมาณปุ๋ยในประเทศยังอยู่ในระดับที่รองรับความต้องการใช้ได้ โดยกรมการค้าภายในมีระบบติดตามข้อมูลสต็อกและปริมาณสินค้าจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยยังมีทางเลือกในการจัดหาปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอื่นๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต
      ด้านนายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สมาคมปุ๋ยทั้ง 3 สมาคมพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการด้านปริมาณสินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลักความเป็นธรรมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ
      นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามและกำกับดูแลราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายเป็นไปตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริง โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบการจำหน่ายและป้องกันการกักตุนสินค้าในพื้นที่ต่างๆ แล้วกว่า 1,640 แห่ง และได้ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่พบการกระทำความผิด พร้อมเปิดช่องทางให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลหากพบการจำหน่ายในราคาที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบได้ทันที
      สำหรับ การช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้น กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินโครงการ'ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส'อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนด้านปุ๋ย โดยตั้งเป้าดำเนินการใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว 6 จังหวัด และจะเดินหน้าต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569
      ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการ 'ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง'ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต
     ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดปุ๋ยและพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี จากอัตราปกติร้อยละ 6 ต่อปี ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านการผลิตทางการเกษตร
      นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การแปรรูป การขนส่ง การหาตลาดรองรับ และการส่งออก เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรไทย และยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

 

NT logo 720x100

GSB720x100pxใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100CKPower 720x100QIC 720x100วิริยะ 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100