ศุภจี ชูไทยฐานการผลิตที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย ลุยเชื่อมการค้า-ลงทุนไทย-สหรัฐฯ
ศุภจี ชูไทยฐานการผลิตที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย ลุยเชื่อมการค้า-ลงทุนไทย-สหรัฐฯ
ศุภจี กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand–U.S. Trade and Investment Summit 2026 ชูไทยเป็นฐานการผลิต และห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ สามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุนไทย-สหรัฐฯ ให้ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน ให้คำมั่นเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงาน สินค้าทุนจากสหรัฐฯ และดันไทยไปลงทุนในสหรัฐฯ เตรียมบินสหรัฐฯ ครั้งที่ 3 ในรอบปีนี้ เจรจาปิดดีล ART
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการกล่าวสุนทรพจน์งาน Thailand–U.S. Trade and Investment Summit 2026 : Building on a Longstanding Partnership ณ โรงแรม Hyatt Regency กรุงเทพฯ จัดโดยหอการค้าไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และหอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce) ว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งรูปแบบการค้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและทดสอบความสามารถในการรับมือของประเทศต่างๆ โดยไทยไม่ได้ต้องการเพียงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ด้วยการยกระดับบทบาทของไทยให้เป็นฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และน่าเชื่อถือสำหรับภูมิภาคและตลาดโลก
โดยปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมีบริษัทอเมริกันหลายร้อยแห่งเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนสะสมหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ในนามรัฐบาลไทย จึงขอขอบคุณภาคธุรกิจอเมริกันสำหรับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
สำหรับ ทิศทางในอนาคต ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นเศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลจะส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และยานยนต์แห่งอนาคต โดยเชิญชวนนักลงทุนและภาคธุรกิจสหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมในบทใหม่ของการเติบโตของไทย เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ โอกาสใหม่ และความมั่งคั่งร่วมกัน
“ไทยต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ บนพื้นฐานของ Partnership and Co-creation หรือความเป็นหุ้นส่วนและการร่วมกันสร้างสรรค์ โดยความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืน ต้องประกอบด้วยความไว้วางใจ ความอดทน ความเคารพซึ่งกันและกัน การแบ่งปันโอกาส ความรับผิดชอบ และคุณค่าร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลไทยพร้อมทำหน้าที่ของตนเองผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนนวัตกรรม และการส่งเสริมสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่มีความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และมีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การลงทุนและการดำเนินธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาว”
นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ควรตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันและการเติบโตอย่างสมดุล โดยรัฐบาลไทยจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อขยายการค้าสองทาง รวมถึงการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะพลังงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ขั้นสูง และสินค้าเกษตรบางประเภทที่ไทยมีความต้องการและผลิตได้ไม่เพียงพอภายในประเทศ รวมทั้งการเพิ่มการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันไปลงทุนแล้วกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในปีนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สมดุล และเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งตนจะเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้ง ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งที่ 3 ในปีนี้ เพื่อร่วมผลักดันการเจรจาให้สามารถหาข้อสรุปได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ผลลัพธ์ที่สมดุลสำหรับทั้งสองฝ่ายและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน
ทั้งนี้ งาน Thailand–U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและสหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และธุรกิจ ต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี สู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน
โดยมีนายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย และนายจอห์น โกเยอร์ รองประธานฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย หอการค้าสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน และภาคเอกชนไทย–สหรัฐฯ เข้าร่วมงาน














