กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยเทรนด์สิทธิบัตร'สิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬา'ชี้โลกมุ่งสู่สิ่งทออัจฉริยะ แนะไทยต่อยอดชีวมวล-อิเล็กทรอนิกส์ สู่ฐานผลิตสิ่งทอกีฬาอาเซียน
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยเทรนด์สิทธิบัตร'สิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬา'ชี้โลกมุ่งสู่สิ่งทออัจฉริยะ แนะไทยต่อยอดชีวมวล-อิเล็กทรอนิกส์ สู่ฐานผลิตสิ่งทอกีฬาอาเซียน
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยบทวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตร ในกลุ่มเทคโนโลยี'นวัตกรรมสิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬา'(Textile Innovation for Sport Industry) จากฐานข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากสิ่งทอเชิงพาณิชย์แบบดั้งเดิมไปสู่ “สิ่งทอเชิงหน้าที่และสิ่งทออัจฉริยะ” (Functional & Intelligent Textile) ที่ผสานวัสดุศาสตร์ อิเล็กทรอนิกส์ การจัดการความชื้น และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน พร้อมชี้ว่าไทยมีศักยภาพต่อยอดจุดแข็งด้านชีวมวลและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อก้าวสู่ฐานการผลิตและพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอกีฬาในภูมิภาคอาเซียน
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในระยะ 20 ปี (2550–2567) พบเทคโนโลยีสิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬารวมกว่า 19,347 กลุ่มสิทธิบัตร จำนวนการยื่นคำขอเพิ่มขึ้นจาก 391 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2550 สู่จุดสูงสุดที่ 1,966 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2564 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 9.0% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีตั้งแต่เส้นใยสังเคราะห์รุ่นใหม่ ผ้าฝังเซ็นเซอร์ ไปจนถึงกระบวนการรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งสะท้อนความหลากหลายและความลึกของฐานนวัตกรรมในห่วงโซ่อุปทานของสิ่งทอด้านกีฬา
นางอรมน กล่าวว่า การแข่งขันในระดับโลกของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตสิ่งทอแบบดั้งเดิม แต่ขยายไปสู่การแข่งขันข้ามอุตสาหกรรม โดยมีทั้งบริษัทเทคโนโลยี บริษัทเคมีภัณฑ์เฉพาะทาง และสตาร์ตอัพด้านอุปกรณ์สวมใส่เข้ามามีบทบาท โครงสร้างผู้ถือสิทธิจึงมีการกระจายตัวสูง โดยผู้ถือสิทธิรายใหญ่ที่สุดอย่าง Aladdin Manufacturing บริษัทผู้ผลิตเส้นใยและโพลีเอสเตอร์เชิงหน้าที่ขนาดใหญ่จากสหรัฐอเมริกา 192 กลุ่มสิทธิบัตร
คิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 1% ของสิทธิบัตรในภาพรวม ตามด้วย Nanya Plastics จากไต้หวัน 180 กลุ่มสิทธิบัตร และ Sanko Tekstil จากตุรกี 150 กลุ่มสิทธิบัตร ซึ่งสะท้อนว่ายังไม่มีผู้เล่นรายใดสามารถผูกขาดตลาดดังกล่าว ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นใหม่ รวมถึงผู้ประกอบการไทย สามารถเข้ามากำหนดทิศทางของเทคโนโลยีได้
สำหรับ มิติเชิงภูมิศาสตร์ ประเทศจีนครองความเป็นผู้นำในเชิงปริมาณสิทธิบัตรอย่างชัดเจนด้วยจำนวน 7,086 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 37.7% ของสิทธิบัตรในด้านนี้ สอดคล้องกับสถานะการเป็นฐานการผลิตสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประกอบกับการลงทุนด้าน R&D ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในทศวรรษที่ผ่านมา และขนาดของตลาดภายในประเทศที่เป็นแรงจูงใจให้เกิดการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก
ขณะที่สหรัฐอเมริกาเป็นอันดับสองมี 3,415 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 18.2% ตามด้วยกลุ่มประเทศสมาชิกที่เป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิบัตรยุโรป (ครอบคลุม 40 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศในสหภาพยุโรป 27 ประเทศ และนอกสหภาพยุโรป 13 ประเทศ) 1,868 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 9.9% โดยสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศสมาชิกที่เป็นภาคีอนุสัญญาสิทธิบัตรยุโรปมุ่งเน้นเทคโนโลยีมูลค่าสูงที่อาศัยระบบนิเวศด้านอิเล็กทรอนิกส์
ส่วนประเทศที่น่าจับตามอง คือประเทศในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย 222 กลุ่มสิทธิบัตร โดยกำลังไต่อันดับขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า ประเทศต่างๆ ไม่ได้แข่งขันกันด้วยต้นทุนการผลิตอีกต่อไป แต่แข่งกันพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความแตกต่าง มีความได้เปรียบในการแข่งขัน รองรับความต้องการใช้งานของผู้บริโภค
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า นวัตกรรมสิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมกีฬา สามารถแบ่งออกเป็น 3 เทคโนโลยีกลุ่มสำคัญ ได้แก่
1) กลุ่มเทคโนโลยีผ้าระบายอากาศ (Breathable & Compression Fabric) เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 7,974 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 39.5% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันอยู่ในระยะค่อนข้างอิ่มตัว โดยยังคงมีการพัฒนาเชิงปรับปรุงทีละขั้นอย่างสม่ำเสมอ มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 7.0% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีด้านการจัดการความชื้น การระบายอากาศ และการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น เมมเบรนระบายอากาศประสิทธิภาพสูง (High-Performance Breathable Membrane), วัสดุเปลี่ยนสถานะควบคุมอุณหภูมิ (Phase Change Material), ผ้าจัดการความชื้นและแห้งเร็ว เป็นต้น
ประเทศจีนครองตลาดในกลุ่มนี้อย่างเด็ดขาดที่ 4,166 กลุ่มสิทธิบัตร (53.2% ของกลุ่มนี้) สะท้อนสถานะการเป็นผู้ผลิตผ้าเชิงหน้าที่รายใหญ่ที่สุดของโลก สำหรับโครงสร้างผู้เล่นหลักกระจุกตัวที่บริษัทวัสดุและเคมีภัณฑ์เฉพาะทางและแบรนด์สปอร์ตแวร์ขนาดใหญ่ โดยผู้นำในกลุ่มนี้ เช่น W.L. Gore & Associates, Nike, Columbia Sportswear, Evolved by Nature, 3M, BSN Medical, DuPont เป็นต้น
2) กลุ่มเทคโนโลยีผ้ากีฬาเพื่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Sportswear) มีจำนวนสิทธิบัตรใกล้เคียงกันที่ 7,932 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 39.3% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันยังอยู่ในระยะเร่งตัว ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 9.3% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีด้านเส้นใยยั่งยืนและการรีไซเคิลขั้นสูง ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น เส้นใยชีวภาพและเส้นใยย่อยสลายได้, การรีไซเคิลทางเอนไซม์ (Enzymatic Recycling) สำหรับ ย่อย PET กลับเป็น Monomer เป็นต้น ประเทศจีนเป็นผู้นำที่ 3,633 กลุ่มสิทธิบัตร (47.1% ของกลุ่มนี้)
สำหรับ ผู้เล่นหลักส่วนใหญ่เป็นบริษัทเคมีเส้นใยและบริษัทรีไซเคิลพอลิเมอร์ เช่น Lenzing, Aladdin Manufacturing, Nanya Plastics, Dystar เป็นต้น สะท้อนว่าเทคโนโลยีในกลุ่มผ้ากีฬาเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านเคมีเส้นใยและเทคโนโลยีชีวภาพมากกว่าจะเป็นการแข่งขันในระดับการออกแบบผลิตภัณฑ์
3) กลุ่มเทคโนโลยีสิ่งทออัจฉริยะ (Smart Textile) มีขนาดเล็กที่สุด 4,300 กลุ่มสิทธิบัตร หรือประมาณ 21.3% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ แต่เติบโตเร็วที่สุด ปัจจุบันอยู่ในระยะเติบโตแบบเร่งตัว โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 14.3% ต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีที่ผสานอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจวัดเข้ากับโครงสร้างของผ้าและเส้นใย ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น เส้นใยนำไฟฟ้าและสิ่งทออิเล็กทรอนิกส์ (Conductive Yarn/E-Textile) สำหรับการตรวจจับผ่านอุปกรณ์สวมใส่และเสื้อผ้าอัจฉริยะ, อิเล็กโทรดแบบถักและระบบเชื่อมต่อไฟฟ้าที่สามารถซักได้ (Knitted Electrode & Washable Interconnect)
สำหรับ การติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง, เสื้อผ้าตรวจวัดสัญญาณชีวภาพแบบเรียลไทม์, การบูรณาการเซนเซอร์แบบยืดหยุ่น (Flexible Sensor Integration) สำหรับชุดความปลอดภัยอุตสาหกรรมและระบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร เป็นต้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำอย่างชัดเจนที่ 1,356 กลุ่มสิทธิบัตร (32.2% ของกลุ่มนี้) สะท้อน ว่าเทคโนโลยีที่ผสานอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับสิ่งทอยังคงเป็นจุดแข็งของอเมริกา ซึ่งมีระบบนิเวศของเซมิคอนดักเตอร์ ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์สวมใส่ที่ครบวงจร สำหรับผู้เล่นหลัก เช่น Sanko Tekstil, Smart Solutions Tech, Healthwatch, Prevayl เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นบริษัทเฉพาะทางด้านเสื้อผ้าตรวจวัดสัญญาณ กลุ่มนี้เป็นตลาดที่เปิดกว้างสำหรับผู้เล่นใหม่และยังไม่มีบริษัทผู้ครองตลาด และมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว
อธิบดีอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนในอุตสาหกรรมนี้พบว่า เทคโนโลยีที่มีความพร้อมสูงและมีผลกระทบชัดเจน เช่น เส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (rPET), เซ็นเซอร์ชีวภาพในเสื้อผ้า และเมมเบรนระบายอากาศ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่สามารถลงทุนและขยายธุรกิจได้ทันที เนื่องจากมีตลาดและกฎระเบียบรองรับชัดเจน ขณะที่เทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงแต่ยังมีความไม่แน่นอนมาก เช่น ผ้าผลิตพลังงานในตัว เส้นใยฐานชีวภาพ และการรีไซเคิลสิ่งทอด้วยกระบวนการทางเคมี ควรได้รับการลงทุนในลักษณะของการวิจัย โครงการนำร่อง และการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว เพื่อรักษาทางเลือกเชิงเทคโนโลยีสำหรับอนาคต
ในส่วนของการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรนวัตกรรมสิ่งทอสำหรับอุตสาหกรรมกีฬาในประเทศไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564–2569) พบว่า มีคำขอรวมทั้งสิ้น 64 คำขอ แบ่งเป็นคำขอสิทธิบัตร 53 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 11 คำขอ โดยเป็นคำขอจากผู้ยื่นต่างชาติ 53 คำขอ และผู้ยื่นไทย 11 คำขอ สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรมด้านนี้เพื่อขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในไทย โดยยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
สำหรับ ผู้ยื่นคำขอจากต่างชาติที่มีจำนวนคำขอสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิชาร์ม คอร์ปอเรชั่น (7 คำขอ) นิตโต โบเซกิ โก., แอลทีดี. (6 คำขอ) มิทซุย เคมิคอลส์ อาซาฮี ไลฟ์แมททีเรียลส์ โค.แอลทีดี.(4 คำขอ) โทเรย์ อินดัสทรีส์, อิงค์. (3 คำขอ) และ คูราเรย์ โค., แอลทีดี. (2 คำขอ) ขณะที่ผู้ยื่นคำขออนุสิทธิบัตรไทยที่มีจำนวนคำขอสูงสุด ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. (3 คำขอ) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (หน่วยงานละ 1 คำขอ) ซึ่งคำขอที่ยื่นในไทยครอบคลุมการพัฒนาสิ่งทอเพื่อการกีฬาในหลายมิติ ทั้งในด้านฟังก์ชันการใช้งาน การเพิ่มประสิทธิภาพและความสบายของผู้สวมใส่ ตลอดจนแนวคิดด้านความยั่งยืน
สำหรับ โอกาสของประเทศไทย แม้จะยังไม่มีบทบาทโดดเด่นด้านสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมนี้ แต่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งของอุตสาหกรรมเดิม เพื่อสร้างความได้เปรียบในการพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์ตลาดเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาโลก ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้ 1) การพัฒนาเส้นใยฐานชีวภาพ (Bio-Based Fiber) จากวัตถุดิบชีวมวลของไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และไผ่ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่เส้นใยยั่งยืนสำหรับตลาดโลกได้ 2) การพัฒนาผ้าเชิงเทคนิคสำหรับสภาพอากาศเขตร้อน
ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) ที่ยังมีการแข่งขันไม่สูง และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของอาเซียนและประเทศเขตร้อน และ 3) การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสิ่งทอกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อพัฒนาสิ่งทออัจฉริยะ โดยผลิตเส้นใยนำไฟฟ้า เซ็นเซอร์บนผ้า และองค์ประกอบ Smart Textile สำหรับ แบรนด์ระดับโลก นัยสำคัญคือ ประเทศไทยอาจไม่ได้แข่งขันในฐานะผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก แต่สามารถขยับบทบาทสู่การเป็น'ศูนย์กลางการผลิตและพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอกีฬาระดับภูมิภาค'(Regional Sport-Textile Hub) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีศักยภาพ














