ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ Q2 มีทิศทางขยายตัวทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1

Category: อสังหาริมทรัพย์ฯ
Published on Tuesday, 08 September 2026 11:30
Hits: 990

ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ Q2 มีทิศทางขยายตัวทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1

สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ ไตรมาส 2 ปี 2569
         ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดทำบทวิเคราะห์เรื่อง'สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ ไตรมาส 2 ปี 2569'โดยรวบรวมข้อมูลอุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายและพร้อมขายทั่วประเทศจากหลายแหล่ง ได้แก่ เว็บไซต์ประกาศขายอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลที่อยู่อาศัยมือสองของสถาบันการเงินทั้งภาครัฐและเอกชน บริษัทบริหารสินทรัพย์ภาครัฐและเอกชน รวมถึงข้อมูลจากกรมบังคับคดี ซึ่งมีการนำมาประกาศขายผ่านเว็บไซต์ตลาดนัดบ้านมือสอง (www.taladnudbaan.com) และข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจากกรมที่ดิน พบว่า
       ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศในไตรมาส 2 ปี 2569 มีทิศทางขยายตัวทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ โดยอุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 24.9 (YoY) สะท้อนว่า โครงสร้างตลาดมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่ราคาระดับกลางถึงบน โดยเฉพาะกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาท ที่มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.4 (YoY) และมูลค่าประกาศขายสะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.6 (YoY) ขณะที่กลุ่มราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทมีการประกาศขายสะสมลดลงทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า
       ด้านภูมิภาค กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเป็นตลาดหลัก โดยครองสัดส่วนอุปทานที่ประกาศขายสะสมสูงสุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สูงที่สุด โดยมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์และมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.0 (YoY) และ 29.4 (YoY) ตามลำดับ สะท้อนการเป็นศูนย์กลางตลาดที่อยู่อาศัยมือสองของประเทศ ส่วนภาคตะวันออกเป็นตลาดสำคัญรองลงมา ขณะที่ภาคกลางมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เติบโตสูงถึงร้อยละ 32.4 (YoY) แม้มีสัดส่วนตลาดไม่มาก
      ด้านประเภทที่อยู่อาศัย บ้านเดี่ยวยังคงเป็นตลาดหลักที่มีสัดส่วนสูงสุดทั้งด้านอุปทานที่ประกาศขายสะสมและการโอนกรรมสิทธิ์ แต่อาคารชุดเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.2 (YoY) และหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.4 (YoY) ในขณะที่ทาวน์เฮ้าส์และบ้านแฝดมีการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
      ด้านระดับราคา อุปสงค์มีความแข็งแรงในกลุ่มราคา 1.51–5.00 ล้านบาท โดยเฉพาะระดับราคา 2.01–3.00 ล้านบาท ซึ่งมีการโอนกรรมสิทธิ์เติบโตสูงสุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ขณะที่กลุ่มราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ยังเป็นฐานสำคัญด้านจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ คิดเป็นร้อยละ 34.8 ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ส่วนกลุ่มราคามากกว่า 10 ล้านบาท แม้จำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ลดลงร้อยละ -1.3 (YoY) แต่มูลค่ากลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.9 (YoY)
       โดยสรุป ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองในไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ แต่การเติบโตมีลักษณะกระจุกตัวตามภูมิภาค ประเภท และระดับราคา โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเป็นตลาดหลัก อาคารชุดมีการเติบโตโดดเด่น และกลุ่มราคา 1.51–5.00 ล้านบาทมีศักยภาพด้านอุปสงค์สูง ขณะที่อุปทานระดับราคาสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก

       1. อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569
       1.1 อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 จำแนกตามภูมิภาค
        การวิเคราะห์อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 จำแนกตามภูมิภาค มีรายละเอียดดังนี้
        กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 94,587 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 48.3 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 673,655 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.9 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 71.6 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า
       ภาคตะวันออก มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 22,489 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.0 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 11.5 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 66,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 7.1 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด โดยมูลค่ามีการเติบโตน้อยกว่าจำนวนหน่วย สะท้อนว่ามูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง
        ภาคใต้ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 17,375 หน่วย ลดลงร้อยละ -5.9 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 8.9 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 58,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 6.2 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด แม้จำนวนหน่วยจะมีการเติบโตลดลงแต่มูลค่ากลับมีการเติบโตเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าที่อยู่อาศัยที่ประกาศขายมีมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
       ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 28,908 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 14.8 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 57,202 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.7 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 6.1 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด โดยมูลค่ามีการเติบโตมากกว่าจำนวนหน่วย สะท้อนว่ามูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้น
       ภาคเหนือ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 19,938 หน่วย ลดลงร้อยละ -0.7 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 10.2 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 51,476 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -12.7 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 5.5 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด
      ภาคตะวันตก มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 7,353 หน่วย ลดลงร้อยละ -9.2 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 3.8 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 23,064 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -9.3 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 2.5 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด
     ภาคกลาง มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 5,291 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 2.7 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 10,539 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 1.1 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด แม้จำนวนหน่วยจะมีการเติบโตเพียงเล็กน้อยแต่มูลค่ากลับมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนว่าที่อยู่อาศัยที่ประกาศขายมีมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
        โดยสรุป กรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังคงเป็นตลาดหลักและเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญที่สุด โดยครองสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า และยังมีการเติบโตทางด้านมูลค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันตกมีการเติบโตลดลงทั้งด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า

      เมื่อการวิเคราะห์เจาะลึก 10 จังหวัดแรกที่มีการประกาศขายสะสมที่อยู่อาศัยมือสองสูงสุด ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า
จังหวัดที่มีการประกาศขายสะสมมากที่สุด คือ จังหวัดกรุงเทพมหานคร มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 55,412 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.4 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 28.3 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 521,431 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.8 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 55.4 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วนในด้านมูลค่าสูงที่สุดในตลาด และยังมีราคาประกาศขายเฉลี่ยต่อหน่วยสูงที่สุด อยู่ที่ 9.4 ล้านบาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจาก 8.0 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
      จังหวัดที่มีการเติบโตโดดเด่น คือ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 4,464 หน่วย เพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 59.7 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 13,657 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 91.1 (YoY) รองลงมาคือ จังหวัดระยอง มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 6,206 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 40.0 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 12,384 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.1 (YoY)
       จังหวัดที่เริ่มมีการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 3,410 หน่วย ลดลงร้อยละ -16.6 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 9,284 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -24.9 (YoY) รองลงมาคือ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 5,091 หน่วย ลดลงร้อยละ -11.3 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 24,187 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -25.1 (YoY)
       1.2 อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 จำแนกตามประเภทที่อยู่อาศัย
การวิเคราะห์อุปทานที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสม ทั่วประเทศ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569

โดยจำแนกตามประเภทที่อยู่อาศัย มีรายละเอียด ดังนี้
       บ้านเดี่ยว มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 83,269 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 42.5 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 487,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 (YoY) คิดเป็นร้อยละ 51.8 ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายสะสมทั้งหมด ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า
      อาคารชุด มีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยมีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 49,199 หน่วย เพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 25.2 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 285,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 67.8 (YoY)
      ทาวน์เฮ้าส์ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 54,757 หน่วย ลดลงร้อยละ -0.8 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 128,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 (YoY)
      อาคารพาณิชย์ มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 5,760 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 31,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 (YoY)
        บ้านแฝด มีจำนวนหน่วยประกาศขายสะสม 2,956 หน่วย ลดลงร้อยละ -2.5 (YoY) และมีมูลค่าประกาศขายสะสม 8,883 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -3.9 (YoY)
       โดยสรุป บ้านเดี่ยวยังคงเป็นตลาดหลักซึ่งครองสัดส่วนสูงสุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ส่วนอาคารชุดมีการเติบโตโดดเด่นที่สุดทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยมีมูลค่าเติบโตมากกว่าจำนวนหน่วยอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่บ้านแฝดเป็นประเภทเดียวที่มีการเติบโตทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าลดลง

 

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100