สนค.เผยญี่ปุ่นกำหนดยุทธศาสตร์'อาหารใหม่'ชี้เป็นโอกาสไทยขยายความร่วมมือ
สนค.เผยญี่ปุ่นกำหนดยุทธศาสตร์'อาหารใหม่'ชี้เป็นโอกาสไทยขยายความร่วมมือ
สนค.จับตามยุทธศาสตร์อาหารใหม่ของญี่ปุ่น พบวางแผนระยะยาวถึงปี 2040 เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ให้ความสำคัญกับกลุ่มโปรตีนทางเลือก อาหารฟังก์ชันเพื่อโภชนาการ มีงบประมาณไม่อั้น เผยไทยมีโอกาสร่วมมือกับญี่ปุ่น ในฐานะเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ การผลิต การแปรรูป และการส่งออก
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. กำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของญี่ปุ่น หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศร่างแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Investment Roadmap) ระยะยาวถึงปี 2040 โดยยกระดับอุตสาหกรรมอาหารใหม่ (New Foods) ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ซึ่งถือเป็นเทรนด์สำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องติดตาม
โดยแผนการลงทุนระดับชาตินี้ ตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินรวมกว่า 370 ล้านล้านเยน ภายในปี 2040 กำหนด 17 สาขายุทธศาสตร์สำหรับการลงทุนในอนาคต ครอบคลุม 62 ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีสำคัญ ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด ไปจนถึง Food Tech โดยมีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบนบก เครื่องจักรอาหาร และอาหารรูปแบบใหม่ (New Food) เพื่อเร่งผลักดันเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นมีศักยภาพสูงไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ที่น่าสนใจคือรัฐบาลเตรียมตั้งหมวดงบประมาณใหม่ชื่อ Strong and Prosperous Japan แบบไม่มีเพดานวงเงินและสามารถวางแผนงบระยะยาวได้ เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องคอยของบเพิ่มเติมระหว่างปี
สำหรับ อุตสาหกรรมอาหารใหม่ ญี่ปุ่นเน้นไปที่กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Proteins) และอาหารฟังก์ชันเพื่อโภชนาการ (Functional and Nutritional Foods) โดยเตรียมจัดสรรเงินลงทุนราว 1 ล้านล้านเยน เพื่อดันมูลค่าตลาดให้เติบโตแตะ 3 ล้านล้านเยนภายในปี 2040 จากปัจจุบันที่ตลาดโปรตีนที่ไม่ได้มาจากสัตว์มีมูลค่า 300,000 ล้านเยน และอาหารฟังก์ชัน 15,000 ล้านเยน ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการใช้อุตสาหกรรมอาหารเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นเลือกที่จะต่อยอดจากจุดแข็งที่ตนมีอยู่ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีการหมัก (Fermentation) อาหารฟังก์ชัน และนวัตกรรมสูตรอาหาร มากกว่าจะมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงในเชิงพาณิชย์ และยังวางกลยุทธ์ขยายตลาดไปยังสหรัฐฯ และยุโรป ก่อนจะเข้าสู่ตลาดเอเชีย
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การที่ญี่ปุ่นทุ่มลงทุนในช่วงที่ภาคเอกชนทั่วโลกกำลังชะลอการลงทุนในโปรตีนทางเลือก ถือเป็นการใช้นโยบายภาครัฐระยะยาวเพื่อชิงความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพราะญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารของโลกอยู่แล้ว มีระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การวิจัยพื้นฐาน การรับรองผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน อีกทั้งยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านส่วนผสมอาหารและเทคโนโลยีการหมักที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์รักษ์สุขภาพ สังคมผู้สูงวัย และความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ














