ฟิลลิส ลาตูร์ วีรสตรีสายลับผู้ซ่อนรหัสลับไว้ในเส้นผม
ฟิลลิส ลาตูร์ วีรสตรีสายลับผู้ซ่อนรหัสลับไว้ในเส้นผม และช่วยเปิดทางสู่ชัยชนะในวันดีเดย์
ในค่ำคืนของวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1944 ท้องฟ้าเหนือแคว้นนอร์ม็องดีของฝรั่งเศสถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด ขณะที่กองกำลังนาซียังคงควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวด
หญิงสาววัย 23 ปีคนหนึ่งกำลังกระโดดร่มลงจากเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรสู่ดินแดนศัตรู
เธอไม่ได้ถือปืนกลหนัก ไม่มีหน่วยคุ้มกัน และไม่มีทางหนีกลับ
สิ่งที่เธอมีคือความกล้าหาญ ไหวพริบ และเครื่องส่งวิทยุขนาดเล็ก
หญิงสาวคนนั้นคือ ฟิลลิส ลาตูร์ ดอยล์ (Phyllis Latour Doyle) หนึ่งในสายลับหญิงที่กล้าหาญที่สุดของหน่วยปฏิบัติการพิเศษอังกฤษ หรือ SOE (Special Operations Executive)
ภารกิจของเธอคือแทรกซึมเข้าไปในดินแดนที่ถูกยึดครอง รวบรวมข่าวกรอง และส่งข้อมูลกลับไปยังกรุงลอนดอน เพื่อเตรียมการสำหรับปฏิบัติการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สงครามโลก นั่นคือ วันดีเดย์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944
จากแอฟริกาใต้สู่สงครามโลก
ฟิลลิส เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1921 ที่เมืองเดอร์บัน แคว้นนาตาล สหภาพแอฟริกาใต้ (ปัจจุบันคือประเทศแอฟริกาใต้)
บิดาของเธอเป็นชาวฝรั่งเศส ส่วนมารดาเป็นชาวอังกฤษ
เมื่อยังเป็นเด็ก เธอต้องเผชิญความสูญเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ หลังบิดาเสียชีวิต ครอบครัวจึงย้ายกลับไปยังอังกฤษ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บุคคลที่เธอรักและเคารพอย่างมาก คือพ่อทูนหัวซึ่งเป็นนักบินของกองทัพอากาศอังกฤษ ถูกสังหารระหว่างสงคราม
เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เธอตัดสินใจเข้าร่วมรับใช้ชาติ
โรงเรียนสายลับที่อันตรายที่สุดในโลก
ฟิลลิส สมัครเข้าร่วมหน่วยสตรีประจำกองทัพเรืออังกฤษ ก่อนถูกคัดเลือกเข้าสู่ SOE ซึ่งนายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิลล์ จัดตั้งขึ้นเพื่อทำ 'สงครามลับ' หลังแนวรบของเยอรมนี
ผู้เข้ารับการฝึกต้องเรียนรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่การใช้ระเบิด การสื่อสารด้วยรหัสมอร์ส การปลอมตัว การสะกดรอย การหลบหนี และการเอาชีวิตรอด
มีบันทึกว่าครูฝึกบางคนเคยเป็นอาชญากรมืออาชีพหรืออดีตนักย่องเบา ซึ่งถูกดึงตัวมาถ่ายทอดทักษะการเคลื่อนไหวอย่างไร้ร่องรอย
การฝึกในสกอตแลนด์ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายอย่างยิ่ง หลายคนถอดใจกลางคัน แต่ฟิลลิสผ่านการฝึกทั้งหมดได้สำเร็จ
สายลับสาวกับจักรยานหนึ่งคัน
เมื่อถูกส่งเข้าสู่ฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944 เธอได้รับชื่อรหัสว่า "จีนีวีฟ" (Genevieve)
ฟิลลิสปลอมตัวเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา ขี่จักรยานตระเวนขายสบู่และเครื่องใช้เล็ก ๆ ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในแคว้นนอร์ม็องดี
ภาพลักษณ์ของหญิงสาวตัวเล็กที่ดูไร้พิษภัย ทำให้ทหารเยอรมันแทบไม่เคยสงสัย
แต่เบื้องหลังรอยยิ้มและการพูดคุยเรื่องทั่วไปนั้น เธอกำลังจดจำตำแหน่งกองกำลัง รถถัง เส้นทางลำเลียง และจุดยุทธศาสตร์สำคัญของนาซี
ทุกคืนเธอจะส่งข้อมูลกลับอังกฤษผ่านเครื่องส่งวิทยุลับ
ในช่วงเวลาระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ค.ศ. 1944 เธอส่งสารรหัสมากกว่า 135 ฉบับ ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงมากสำหรับสายลับที่ทำงานเพียงลำพัง
รหัสลับในเส้นผม
สิ่งที่ทำให้ฟิลลิสกลายเป็นตำนาน คือวิธีซ่อนข้อมูล
เธอเขียนรหัสลับลงบนผ้าไหมขนาดเล็กด้วยการใช้รหัสมอร์สแบบจุดและขีด จากนั้นม้วนซ่อนเอาไว้ในที่รัดผมหรือถักรวมกับเส้นผม
หากถูกค้นตัว ทหารเยอรมันมักตรวจสัมภาระ เสื้อผ้า และรองเท้า แต่แทบไม่เคยนึกถึงเครื่องประดับผมของหญิงสาว
วิธีดังกล่าวช่วยให้เธอรอดพ้นการถูกจับกุมหลายครั้ง
ภายหลังเจ้าหน้าที่ SOE ยอมรับว่า หากฟิลลิสถูกจับ มีโอกาสสูงมากที่จะถูกทรมานและประหารชีวิตเช่นเดียวกับสายลับหญิงอีกหลายคนในยุคนั้น
ผู้หญิงที่ลูกไม่เคยรู้ว่าเป็นวีรบุรุษ
หลังสงครามสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 ฟิลลิสแต่งงานกับวิศวกรชาวนิวซีแลนด์ชื่อ นอร์แมน ดอยล์ (Norman Doyle) และย้ายไปใช้ชีวิตที่เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์
เธอมีบุตร 4 คน และแทบไม่เคยเล่าเรื่องภารกิจลับในอดีตให้ใครฟัง
เป็นเวลาหลายสิบปีที่ลูก ๆ ของเธอไม่รู้เลยว่าแม่เคยเป็นสายลับในสงครามโลก
จนกระทั่งช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 ครอบครัวจึงเริ่มค้นพบข้อมูลจากเอกสารที่ถูกเปิดเผยและบันทึกทางทหาร
เกียรติยศที่มาถึงในบั้นปลายชีวิต
แม้จะมีผลงานสำคัญต่อชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ชื่อของฟิลลิสกลับไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เนื่องจากเอกสารของ SOE ถูกเก็บเป็นความลับนานหลายสิบปี
ในปี ค.ศ. 2014 เนื่องในวาระครบรอบ 70 ปีวันดีเดย์ รัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบเครื่องอิสริยาภรณ์ เลฌียงดอเนอร์ ชั้นอัศวิน (Chevalier de la Légion d'honneur) ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดของประเทศฝรั่งเศสให้แก่เธอ
ต่อมาในปี ค.ศ. 2023 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ยังทรงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ MBE เพื่อยกย่องผลงานของเธอในสงครามโลกครั้งที่สอง
อำลาวีรสตรีผู้ไร้เงา
ฟิลลิส ลาตูร์ ดอยล์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2023 ที่เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ อายุ 102 ปี
เธอเป็นหนึ่งในสายลับหญิงคนสุดท้ายของ SOE ที่ยังมีชีวิตอยู่
แม้เธอจะไม่เคยนำเรื่องราวของตนเองมาโอ้อวด แต่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในปัจจุบันยืนยันตรงกันว่า ข่าวกรองที่เธอส่งกลับอังกฤษมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตรในนอร์ม็องดี
เกร็ดน่าสนใจ
• ฟิลลิสสูงเพียงประมาณ 152 เซนติเมตร ทำให้เธอดูเป็นหญิงสาวธรรมดาที่ไม่มีพิษภัย
• เธอทำงานเพียงลำพัง ไม่มีเครือข่ายสนับสนุนขนาดใหญ่เหมือนสายลับหลายคน
• นักประวัติศาสตร์บางคนยกย่องว่าเธอเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่วิทยุภาคสนามที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ SOE ในฝรั่งเศส
• ตลอดภารกิจ เธอไม่เคยถูกเปิดโปงตัวตน แม้จะปฏิบัติงานอยู่หลังแนวข้าศึกนานหลายเดือน
เรื่องราวของฟิลลิส ลาตูร์ ดอยล์ เป็นเครื่องเตือนใจว่า ชัยชนะในสงครามไม่ได้เกิดจากนายพลหรือกองทัพเพียงอย่างเดียว
บางครั้ง มันเกิดจากหญิงสาวตัวเล็กคนหนึ่ง ที่ขี่จักรยานผ่านหมู่บ้านเงียบ ๆ ในฝรั่งเศส พร้อมรหัสลับที่ซ่อนอยู่ในเส้นผม
และความกล้าหาญของเธอ ได้ช่วยเปลี่ยนเส้นทางของประวัติศาสตร์โลก
เจาะเวลาหาอดีต
แหล่งอ้างอิง
1. Imperial War Museums – Oral History of Phyllis Latour Doyle
2. Special Operations Executive Archive, National Archives (UK)
3. Ministry for Culture and Heritage, New Zealand – Phyllis Latour Doyle Biography
4. The Telegraph, Obituary: Phyllis Latour Doyle (2023)
5. The New Zealand Herald, October 2023 – Death of WWII SOE Agent Phyllis Latour Doyle.
โดย มงคล ลีลาธรรม
นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย














